Tuesday, January 12, 2010

จดหมายจากเกียวโต

สืบเนื่องมาจากวิชาการเขียนภาษาไทยเพื่อวิชาชีพที่สั่งงานเขียนสารคดี 4 หน้า และเราคิดว่าจะเขียนเรื่องเกียวโต (อีกแล้ว!) เลย "บังเอิญ" ไปเจอหนังสือเล่มนี้ "จดหมายจากเกียวโต" ที่ชั้นหนังสือห้องสมุดคณะ ตอนนั้นพลิกดูผ่านๆ แล้วคิดว่าลองหยิบมาอ่านดูละกันเผื่อจะเอาข้อมูลมาใช้เขียนได้บ้าง

แต่ปรากฎว่า ข้อมูลน่ะไม่ได้หรอก เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่สารคดีท่องเที่ยว แต่เป็นเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยรอบตัวเกี่ยวกับชีวิตในญี่ปุ่นพร้อมกับความเห็นของคนเขียนมากกว่า ก็เลยเปลี่ยนใจคิดว่าเอาไว้อ่านเล่นเวลานั่งรถเมล์/นั่งรถไฟฟ้าฆ่าเวลาละกัน แล้วก็กลายเป็นว่าได้ "อะไร" อย่างอื่นกลับมาแทน

คุณฮิมิโตะ ณ เกียวโต คนเขียนนี่เรียนที่มหาวิทยาลัยเกียวโตมา 7 ปี มีมุมมองอะไรน่าสนใจหลายเรื่อง บางเรื่องเราก็เห็นด้วย แต่บางเรื่องก็ไม่นะ แต่เืรื่องที่สะกิดใจ (ไม่ใช่ป๋อ กรุณาอย่าเล่น) เรามากก็คงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษาไทยนี่ละ

เรื่องแรกเลยคงเป็นเรื่องของ "ปริญญา" (เมื่อวานเพื่งอ่านโน้ตของพี่ติ๊บเรื่องนี้เลยนะเนี่ย) ว่าคนไทยให้ความสำคัญกับปริญญาและพิธีการรับปริญญามากๆๆๆ แต่ที่ญี่ปุ่นพิธีรับปริญญาเป็นแค่พิธีเรียบๆ คงไม่มีใครเสียเงินแต่งหน้าทำผม หรือต้องตื่นตี 4 มาเตรียมตัวเหมือนที่ไทยบ้านเรา

แต่พิธีรับปริญญารวมถึงการเฉลิมฉลองรื่นเริงในวันปริญญาของบ้านเราดูจะมีความสำคัญกว่ามากตรงที่เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของการมาสู่ชนชั้นพิเศษที่ต่อไปนี้จะอยู่เหนือตาสีตาสาชาวบ้านร้านตลาด

อ่านแล้ว "จี๊ด" มาก ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกออกมาได้ว่าที่ว่า "จี๊ด" เนี่ยมันเป็นยังไง แต่ถ้าจะให้พูดจริงๆคงรู้สึกสะท้อนใจแล้วก็ปลงไปในเวลาเดียวกันละมั้ง

แต่จริงๆก็ช่วยไม่ได้ที่สังคมบ้านเราเป็นแบบนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนา คนได้รับการศึกษาก็ไม่มาก ช่องว่างระหว่างชนชั้นก็ห่างกันมากเหลือกัน จะมาเทียบกับญี่ปุ่นที่เป็นประเทศพัฒนาสุดๆแล้วได้ยังไง

คิดไปคิดมาก็พอจะเข้าใจนะว่าทำไมคนไทยถึงให้ความสำคัญกับปริญญามากขนาดนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก "จี๊ด" กับความจริงเรื่องนี้อยู่ดี

อีกเรื่อง เป็นเรื่องของวุฒิภาวะของนิสิตนักศึกษาบ้านเรา

รู้สึกมั้ยว่านิสิตนักศึกษาในไทยเนี่ยหลายๆคนดู "เด็ก" มาก ยังไม่สามารถจัดการและรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ อันที่จริงวันนี้เราเพิ่งคุยกับกิ๊ฟกับเป้ย เพราะทั้ง 2 คนนี้เพิ่งอายุครบ 21 ขวบไปวันนี้และเมื่อวาน :-) แต่เรา 3 คนก็ยังรู้สึกว่าพวกเรายัง "เด็ก" อยู่ดี ทั้งที่จริงตามอายุก็บรรลุนิติภาวะกันหมดแล้ว ตามอายุเนี่ยพวกเราทุกคนเป็น "ผู้ใหญ่" กันหมดแ้ล้วจริงๆนะ

ทำไมถึงเป็นยังงั้น?

เราก็มาคิดต่อว่า การจะตัดสินคนว่าคนนี้ "เด็ก" และ "ผู้ใหญ่" เนี่ย ตัดสินจากอะไร? (ขออนุญาตไม่นับเรื่องความคิด เพราะคนบางคนอายุก็มากแล้ว แต่ยังคิดไม่เป็นก็มีอีกมาก!) เราคิดว่าเรื่องหาิเงินได้ด้วยตัวเองเนี่ยคงมีส่วนมาก เด็กไทยยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง เอะอะอะไรก็ต้องแบมือขอพ่อแม่หมด แล้วจะทำให้รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่จัดการชีวิตตัวเองได้ยังไง?

เราไม่ได้จะบอกว่าวิธีนี้ "ไม่ดี" หรือ "ไม่ถูก" นะ เพราะมันก็เป็นวิธีที่เราทำกัน ก็บ้านเรามันเป็นแบบนี้นี่ แต่เราก็อดเปรียบเทียบไม่ได้จากประสบการณ์ของตัวเองที่เห็นมาในประเทศอื่น ตอนเราอยู่อเมริกา เพื่อนอายุ 18 แต่เรารู้สึกว่าเค้ารับผิดชอบชีวิตตัวเองได้มากกว่าคนไทยอายุ 25 บางคนอีก หรือตอนที่ไปญี่ปุ่น (ในระยะเวลาสั้นๆ) ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเอง "เด็ก" มากจริงๆ

จากความเห็นตัวเอง เราคิดว่าคนไทยผูกพันกับครอบครัวมาก พ่อแม่ก็ห่วงลูก ลูกก็ต้องพึ่งพ่อแม่ ในอนาคตพ่อแม่ก็มักจะ "คาดหวัง" กันว่าเราจะเป็นที่พึ่งพาให้เค้าได้ ผูกพันกันไปเป็นลูกโซ่แบบนี้ตลอดชีวิต (เน้นคำว่า "ตลอดชีวิต") และเรารู้สึกมากว่าพ่อแม่คนไทยมีอิทธิพลต่อลูกๆเยอะมากๆๆๆ บางครั้งก็มากซะจนน่าตกใจจริงๆ!!!

ขอย้ำอีกรอบว่า ไม่ได้ตัดสินว่าวิธีนี้ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี รู้แค่ว่าเพราะเหตุผลพวกนี้เลยอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่โตซักทีละมั้ง

จริงๆเพื่อนก็เคยบอกว่า "พูดเรื่องนี้อีกละ แล้วแกจะอยากเป็นผู้ใหญ่ไปเร็วๆทำไมกัน" ก็ขอพูดคำเดิมว่า ไม่ได้อยากนะจ๊ะ แต่อายุถึงวัยแล้ว ควรจะคิดเรื่องอนาคตให้สมกับอายุตอนนี้ได้แล้ว ถ้าตอนนี้ยังอายุ 15 ผูกคอซองอยู่ก็ว่าไปอย่าง อันที่จริงก็มีคนเตือนสติและช่วยกระตุ้นเราเหมือนกันว่า "วางแผนอนาคตตัวเองได้แล้ว หาตัวเองเจอหรือยังว่าอยากจะทำอะไร" นี่ยังไม่นับรวมถึงน้องชายของดิฉันที่กรุณามาเล็กเชอร์สั่งสอนพี่สาวคนนี้ ฟังทีไรรู้สึกเศร้าและอายแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีทุกที

การที่เรียนจะจบแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรต่อนี่ก็คงจะเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หรอกนะ

สรุปเขียนมายาวยืด Point คืออะไร? 55555+ เอาเป็นว่า เป็นความอึดอัดคับข้องใจของคนที่เป็นเด็กแต่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ละกัน

1 comment:

electro35 said...

People here in the US will take responsibility at an earlier age, but it doesn't necessarily make them more mature. There's no shortage of college students "finding themselves" on campuses throughout the country. That's why we see six-year graduation rates published (as opposed to the traditional four years), and I have very clear memories of grad students in their 30s running around playing frisbee instead of, oh, finishing their theses. Conversely, stifling though Thai society may be, what matters most is that you not allow your mind to be confined as well, or you will end up like all those people that you probably don't want to be.