เหลือเวลาอีกแค่ประมาณสองเดือนสุดท้ายในญี่ปุ่น สิ่งที่คิดอยู่ในหัวทุกวันตอนนี้คือ "ไม่อยากกลับไทย" ไม่อยากจริงๆ ไม่อยากมากๆขนาดที่ว่าเรารักอาหารไทยมากที่สุดในโลก แต่เรายอมที่จะไม่ได้กินอาหารไทยเพื่อที่จะได้อยู่ที่นี่ต่อ
เป็นเอามากขนาดนั้น
เลยมานั่งคิดว่า "ทำไมถึงไม่อยากกลับไทยมากขนาดนั้น?" แล้วก็เพิ่งได้คำตอบเร็วๆนี้
เราชอบญี่ปุ่นนะ เป็นประเทศที่สะดวกสบายมากๆๆ มีระเบียบ บ้านเมืองสะอาด ตอนนี้มัน spoil เราจนเสียคนแล้ว จากตอนแรกเราทึ่ง ชื่นชม จนเป็นติดใจ จนตอนนี้ชินแล้วก็ชอบมาก ชีวิตประจำวันในประเทศนี้มันสะดวกสบายเหลือเชื่อจริงๆ คนที่อยู่ประเทศเละๆไม่เคยรู้จักคำว่า"ระเบียบวินัย"อย่างประเทศไทยอย่างเรามาตลอดชีวิตได้มาอยู่ประเทศที่คนละขั้วแบบนี้ทำให้เราประทับใจมาก
แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลหลักหรอก มี issue อื่นอย่างเช่นลักษณะคนญี่ปุ่นที่สามารถมาหักกลบลบล้างได้ (ขออนุญาตไม่ลง details โพสนี้ละกัน)
เราชอบสังคมที่เราอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมากกว่าต่างหาก
สังคมที่เราอยู่นี่ไม่ใช่ญี่ปุ่น"แท้ๆ"เลยสักนิด เพื่อนเราส่วนใหญ่ก็เป็นนักเรียนต่างชาติมาจากทั่วโลก เพื่อนคนญี่ปุ่นก็ีมี แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกที่มี background สนใจเกี่ยวกับต่างประเทศหรือไปเรียนเมืองนอกกันมา ไม่ใช่ญี่ปุ่นแท้ๆเลย ถ้าได้อยู่สังคมญี่ปุ่นแท้ๆจริงๆเราอาจจะอยากกลับบ้านตั้งแต่เดือนแรกก็ได้
แต่นี่แหละที่เราชอบมาก เราคิดว่ามันเข้ากับตัวเรามากๆ การที่ได้คุยได้แลกเปลี่ยนกับคนที่มาจากประเทศต่างๆนี่เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ อาจจะดีที่สุดเท่าที่เราเคยผ่านมาในชีวิตเลยก็ได้
วันก่อนออกไปเดินเล่นกับเพื่อนคนเยอรมันตอน 5 ทุ่ม (0 องศาในนาโกย่า ณัฏฐาออกไปเดินเล่น แรดมั้ยคะ?) เพื่อนพูดมาอย่างนึงว่า พอเราได้ออกนอกประเทศมาทำให้เราได้เห็นโอกาสอะไรมากขึ้นเต็มไปหมด เราอยากจะไปที่ไหนก็ได้ในโลก มีโอกาสมากมายรอเราอยู่เต็มไปหมด ทำให้เปิดมุมมองกว้างขึ้นมากๆจริงๆ
เห็นด้วยมากๆ ปีนี้เป็นปีที่ทำให้เรามองอะไรกว้างขึ้นจริงๆ แล้วก็มองย้อนไปตอนอยู่ไทยว่าเรานี่แคบจริง วันๆชีวิตมีอะไร? เอาแต่เรียน เรียน เรียน แล้วได้เรียนรู้อะไร ตั้งแต่อายุ 20 มานี่ได้เรียนรู้อะไรกับชีวิตบ้าง? คนอายุ 20 ต้นๆมีอยู่แค่นั้นเหรอ? ช่วง 20 มันเป็นช่วงที่ต้องหาอะไรใหม่ๆเข้าตัวเองไม่ใช่เหรอ เป็นช่วงเรียนรู้ หาทางให้ชีวิตไม่ใช่เหรอ
ตั้งแต่ก่อนเรามานี่แล้ว เรารู้สึกว่าเราไม่เคยมี"ชีวิต"ที่ไทย แค่เรียนอย่างเดียวก็เหนื่อยมากๆ เราคิดว่าเราโฟกัสกับการเรียนมากเกินไป ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ happy แต่ก็เรียนๆมันไป บอกว่ามันคงไม่มีทางเลือกอื่น ปลอบใจตัวเองว่าฝึกความอดทน bullshit ตัวเอง หลอกตัวเองให้ชินชากับการเรียน จนถึงจุดที่คิดว่ายอมรับและทำใจได้แล้วนะ
แต่ตอนนี้มองกลับไป เออ เราเกลียดชีวิตแบบนั้นจริงๆ ตอนนี้ก็จะยอมรับละว่าเกลียด
สามปีที่อักษรก็คงได้อะไรมาบ้างล่ะ อย่างน้อยๆเราก็ขอบคุณอักษรอย่างนึงที่เปิดทางทำให้เราได้ออกจากคณะัมาปีนึง! ต้องขอบคุณคณะตรงจุดนี้มากๆ ไม่อย่างงั้นเราก็คงไม่ได้มามีประสบการณ์ดีๆแบบนี้ใช่มั้ย?
ตอนนี้ชีวิตเรามีอะไรมากกว่านั้นเยอะจริงๆ เราเรียนรู้ที่จะ enjoy กับชีวิต มีโอกาสที่จะได้พักผ่อน ได้เที่ยว ได้เปิดหูเปิดตา ได้คุยกับเพื่อนหลายๆชาติ ได้ความคิดดีๆหลายอย่างจากเค้าเวลานั่งคุยกัน ได้เรียนรู้มุมมองที่แตกต่าง ได้เพื่อนดีๆจากหลายๆประเทศ
พูดง่ายๆคือได้ทำอะไรมากกว่า "เรียน"
และปีนี้ทำให้เรารู้สึกว่าได้ใ้ช้ชีวิตสมกับเป็นคนอายุ 20 ต้นๆจริงๆซักที
ฟังแล้วชีวิตในไทยของณัฏฐาน่าสมเพชเนอะ อนาถใจ
อีกเรื่องคือ ได้อิสระ
ขอออกตัวก่อนว่าเราไม่เคยมีปัญหากับพ่อแม่นะ สนิทกับแม่มากด้วยอันที่จริง ตอนอยู่ไทยอยู่กับพ่อแม่ตลอดก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับเค้าเลย แต่ปีนี้เราได้ออกมาอยู่คนเดียว มีอิสระ อยากทำอะไรก็ทำ แล้วก็รู้สึกว่าชอบจัง ชอบมากๆด้วย
ถ้าถามว่า "ไม่คิดถึงบ้าน ไม่อยากกลับบ้านกลับไปหาครอบครัวเหรอ?"
จะฟังดูเลวมากมั้ยว่า ไม่เป็นไร ไม่ได้เจอก็ไม่เป็นไร เชื่อมั้ยว่าปีนี้ทั้งปีไม่มีสักครั้งที่คิดว่าอยากกลับไทย homesick นี่ไม่มีสักครั้ง...จริงๆนะ คือทุกวันนี้ก็คุยกับที่บ้านบ่อย เราขอบคุณ skype มากๆ ติดหนี้บุญคุณ skype มากๆในปีนี้ ใช้คุยกับคนหลายๆประเทศรวมทั้งพ่อแม่ได้ก็เพราะ skype เนี่ย ถ้าไม่มีมันคงตาย อีกอย่างเราก็เมล์หาแม่บ่อย มีอะไรก็คุยเรื่อยๆ ไม่ได้เจอก็ไม่เป็นไรนะ
ตอนนี้อาจจะคิดว่า โอ๊ย อะไรจะ happy กับชีวิตที่ญี่ปุ่นขนาดนั้น ฟังดูเว่อไปหรือเปล่า?
แน่นอน เวลาเศร้ามีปัญหาัมันมีอยู่แล้ว อยู่ที่ไหนก็มี เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เราไม่ได้บอกนี่ว่าอยู่ญี่ปุ่นมีแต่เรื่องแฮปปี้ดี๊ด๊า จริงๆตอนเทอม 2 นี่ก็น่าเบื่อกว่าเทอมแรกเยอะ ไม่ได้สนิทกับเพื่อนเทอมนี้เท่าเทอมที่แล้วด้วย แรกๆเราซึมเศร้าอยู่พักใหญ่ๆ ร้องไห้ก็มีเยอะไป เศร้าตอนเพื่อนกลับประเทศ เศร้าเรื่องบ้าๆบอๆเต็มไปหมดตามสภาพชีวิต เซ็งนู่นเซ็งนี่ก็มีเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ตอนเศร้าก็ไม่เคยคิดสักครั้งว่าอยากจะกลับไทย แต่กลับคิดว่ามีปัญหาก็จัดการสิ หัดจัดการ อยู่ที่นี่ก็หัดจัดการคนเดียวสิ
โตแล้วนะ
ตอนเราไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกามีคิดนะว่าอยากกลับบ้าน คิดถึงแม่ ตอนนั้นเพิ่ง 17 ยังเด็ก อีกอย่างตอนนี้ขอคอนเฟิร์มว่าประเทศตะวันตกอยู่ยากกว่าตะวันออกจริงๆ เหมือนคนละโลก ปรับตัวอะไรก็เยอะกว่ามากๆ ตอนอยู่อเมริกาบางที(หลายที)ก็เหนื่อยนะ
แต่ตอนนี้ไม่นะ อยู่ญี่ปุ่น แตกต่างจริง แต่ยังไงก็เอเชีย มันมีจุดเชื่อมถึงกันอยู่ ปรับตัวก็น้อยกว่า อีกอย่างคงเพราะห่างบ้านรอบที่ 2 แล้ว รู้แล้วว่าการอยู่ห่างบ้านเป็นยังไง แล้วก็โตกว่าเดิมด้วยมั้ง
ตอนเราอยู่อเมริกา จำได้ว่าเด็กแลกเปลี่ยนจากเบลเยียมเคยบอกว่า "การมาแลกเปลี่ยนที่อเมริกาทำให้ได้เรียนรู้ว่าอยู่โดยไม่มีครอบครัวได้" เราจำได้ว่ามองหน้ามัน นึกในใจว่า ทำไมอีนี่ช่างไม่รักครอบครัวซะเลย เพราะตอนนั้นเราคิดว่าการมาแลกเปลี่ยนทำให้เรา appreciate คำว่าครอบครัวขึ้นอีกเยอะมากๆ รู้ว่าขาดครอบครัวไม่ได้
แต่การมาแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ทำให้ตอนนี้เราเริ่มจะเข้าใจเด็กเบลเยียมคนนั้นมากขึ้นแล้ว เราเริ่มเรียนรู้ว่าจะต้องอยู่คนเดียวยังไง เริ่มเรียนรู้ว่าไม่ต้องมีครอบครัวก็อยู่ได้ยังไง เรารักครอบครัวเราเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยน มีอะไรเราก็ปรึกษาเค้า จะบอกว่าไม่มีครอบครัวก็ไม่ใช่ ปีนี้ทำให้เราได้เรียนรู้กับการอยู่ตัวคนเดียว ได้อิสระ ได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับชีวิตคนเดียวโดยไม่ต้องมีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ แต่ยังมีพ่อแม่ดูอยู่ห่างๆ ส่วนเราได้ลองนู่นลองนี่ด้วยตัวของเราเอง
พูดจริงๆว่ารู้สึกดีนะ ค่อยๆเรียนรู้อะไรไปทีละนิดๆเพราะเรารู้สึกว่าเรายังเด็กม้ากกกกกกก บางทีก็หงุดหงิดตัวเอง เราได้คุยกับเพื่อนฝรั่งหลายๆคน ทำให้เรารู้สึกว่ามีเรื่องอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะมากมากมากมาก และยังอยากเรียนรู้ไปเรื่อยๆอีกเยอะเลย พวกฝรั่งนี่อายุเท่าเราหรือเด็กกว่าเราแต่วุฒิภาวะเค้าโตกว่าเรามากๆๆๆจริงๆ
เขียนมายาวมาก(เิกินไป) สรุปว่า การมาแลกเปลี่ยนปีนี้ทำให้เราได้มี"ชีวิต" มีประสบการณ์
ที่สำคัญคือ เราเรียนรู้ที่จะ enjoy กับชีวิต และเราก็รักตัวเองตอนอยู่ญี่ปุ่นมากกว่าตัวเองตอนอยู่ไทยเยอะมากๆ เราพอใจกับชีวิตที่นี่จริงๆ เรารู้สึกว่าเราเข้ากับสังคมที่เราอยู่ได้ดี ぴったり อ่ะ
แต่เชื่อมั้ยว่ากลับไทยไปก็เหมือนเดิม เราก็จะกลับไปเป็นณัฏฐาคนเดิม คนที่เรา"เกลียด" เพราะสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบนั้น เราก็ต้องกลับไปติดอยู่ในกรอบเดิมๆของชีวิต มันอึดอัดนะ พอได้ออกมานอก"กรอบ"แล้วต้องกลับเข้าไปอีก แค่คิดก็ไม่อยากกลับแล้ว
แต่อย่างน้อยก็รู้สึกขอบคุณจริงๆที่ทำให้เราได้หลุดออกมานอกกรอบปีนึง ปีนี้คงจะเป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่เราจะจำไปตลอดชีวิต
ถามว่าดีมากแค่ไหน?
ตอบสั้นๆง่ายๆว่า เป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิต
คนญี่ปุ่นเค้าพูดกันว่า 一期一会 (ครั้งหนึ่งในชีวิต) คำนี้แหละน่าจะบรรยายปีนี้ของเราได้ดีที่สุด
No comments:
Post a Comment